
การมีผิวพรรณที่เรียบเนียนเป็นสิ่งที่หลายคนปรารถนา แต่เมื่อเกิดบาดแผลขึ้นบนร่างกาย ร่องรอยที่ทิ้งไว้อาจกลายเป็นปัญหาที่บั่นทอนความมั่นใจ โดยเฉพาะการเกิดคีลอยด์ ซึ่งเป็นแผลเป็นนูนที่มีลักษณะเฉพาะตัวและมักขยายขนาดใหญ่กว่าบาดแผลเดิม ที่ BSL Clinic เราเข้าใจถึงความกังวลใจนี้และให้ความสำคัญกับการรักษาที่ต้นเหตุของปัญหา แพทย์ของเราจึงมุ่งเน้นการวิเคราะห์ลักษณะแผลแบบเฉพาะบุคคล เพื่อวางแผนการรักษาที่ช่วยคืนความเรียบเนียนให้ผิวดูเป็นธรรมชาติ
ทำความรู้จักแผลเป็นคีลอยด์ (Keloid)

คีลอยด์ คือแผลเป็นชนิดนูนที่เกิดจากการเติบโตผิดปกติของเนื้อเยื่อผิวหนังในกระบวนการซ่อมแซมบาดแผล ความโดดเด่นของแผลชนิดนี้คือเนื้อเยื่อจะมีการเจริญเติบโตที่มากเกินไปจนขยายขอบเขตกว้างกว่ารอยแผลเดิมที่เคยเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแผลจากอุบัติเหตุ การผ่าตัด หรือแม้แต่รอยเจาะหูขนาดเล็ก โดยลักษณะของแผลมักจะมีสีที่เข้มกว่าผิวปกติและอาจคงอยู่เป็นระยะเวลานานหากไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกวิธีด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม
ลักษณะของแผลเป็นคีลอยด์
ลักษณะภายนอกที่สังเกตได้ชัดเจนคือ ผิวหนังบริเวณนั้นจะนูนหนาขึ้นมา มีผิวสัมผัสที่ค่อนข้างแข็งหรือตึงคล้ายยาง มักมีสีแดง ชมพู หรือน้ำตาลเข้มกว่าผิวบริเวณรอบข้าง นอกจากเรื่องความสวยงามแล้ว คีลอยด์ยังอาจก่อให้เกิดอาการระคายเคือง เช่น ความรู้สึกคัน หรือมีความรู้สึกเจ็บแปลบเมื่อมีการเสียดสี ซึ่งขนาดของแผลอาจค่อย ๆ ขยายใหญ่ขึ้นตามเวลาหากกระบวนการภายในผิวยังคงมีความผิดปกติอยู่
แผลเป็นกับคีลอยด์ต่างกันยังไง?
หลายคนมักสับสนระหว่างแผลเป็นนูนธรรมดา (Hypertrophic Scar) กับคีลอยด์ ข้อแตกต่างที่สำคัญคือแผลเป็นนูนธรรมดาจะมีความนูนขึ้นมาจากผิวหนังแต่จะจำกัดวงอยู่เฉพาะภายในขอบเขตของบาดแผลเดิมและอาจค่อย ๆ เล็กลงได้เองเมื่อเวลาผ่านไป ส่วนใหญ่มักเกิดจากแผลที่ตึง หรือการสมานตัวของแผลที่ผิดปกติ
แต่สำหรับคีลอยด์นั้น เนื้อเยื่อจะลามออกไปนอกขอบเขตแผลเดิมอย่างเห็นได้ชัดและมักจะไม่เล็กลงเองตามธรรมชาติ อีกทั้งยังสามารถลุกลาม และโตต่อได้ จึงจำเป็นต้องอาศัยการรักษาทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพเข้ามาช่วยจัดการได้อย่างเหมาะสม
คีลอยด์เกิดจากอะไร?
สาเหตุของการเกิดแผลเป็นลักษณะนี้มีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับกลไกภายในร่างกาย ซึ่งสามารถสรุปต้นเหตุหลักได้ดังนี้
1. ความผิดปกติในกระบวนการซ่อมแซมแผล (Wound Healing Process)
เมื่อร่างกายเกิดบาดแผล ระบบภูมิคุ้มกันและเซลล์ผิวหนังจะเริ่มทำงานเพื่อปิดแผลและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ แต่ในรายที่มีแนวโน้มการเกิดคีลอยด์ กระบวนการส่งสัญญาณระหว่างเซลล์จะเกิดความผิดพลาด ทำให้ร่างกายเข้าใจว่าบาดแผลยังไม่หายดีและส่งคำสั่งให้มีการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ขึ้นมาทดแทนอย่างต่อเนื่องจนเกินความจำเป็น
2. การผลิตคอลลาเจนที่มากเกินสมดุลใต้ชั้นผิว
คอลลาเจนเป็นส่วนประกอบหลักที่ช่วยในการสมานแผล แต่หากร่างกายผลิตคอลลาเจนออกมาในปริมาณที่มากเกินไปและมีการเรียงตัวของเส้นใยที่ยุ่งเหยิงใต้ชั้นผิว จะส่งผลให้เกิดการสะสมของเนื้อเยื่อจนกลายเป็นก้อนนูนที่เรียกว่า คีลอยด์ ซึ่งความไม่สมดุลนี้มักเกิดขึ้นในชั้นผิวลึกที่ทำหน้าที่ฟื้นฟูโครงสร้างผิว
ปัจจัยที่ทำให้เกิดแผลเป็นคีลอยด์
นอกจากกระบวนการซ่อมแซมแผลตามธรรมชาติแล้ว ยังมีปัจจัยเสริมอื่น ๆ ที่เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดแผลนูน ดังนี้
- พันธุกรรม: หากมีบุคคลในครอบครัวมีประวัติการเป็นแผลนูนได้ง่าย จะมีโอกาสเกิดได้สูงขึ้น
- ตำแหน่งของบาดแผล: บริเวณที่มีความตึงผิวสูง เช่น หน้าอก หัวไหล่ และแผ่นหลัง
- สีผิว: ผู้ที่มีเม็ดสีผิวเข้มมีโอกาสเกิดแผลชนิดนี้ได้บ่อยกว่า
- ช่วงอายุ: ส่วนใหญ่มักพบในวัยรุ่นและวัยทำงาน ซึ่งเป็นช่วงที่เซลล์ผิวมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว
คีลอยด์เกิดขึ้นบริเวณไหนได้บ้าง?

แผลชนิดนี้สามารถเกิดขึ้นได้ทั่วร่างกาย แต่มีบางจุดที่มีความเสี่ยงสูงเนื่องจากปัจจัยด้านโครงสร้างผิวและการเคลื่อนไหว
- ติ่งหู: มักเกิดจากการเจาะหูหรือการอักเสบหลังการเจาะ
- บริเวณหน้าอกและสะบัก: เป็นส่วนที่มีผิวตึงและมีการเคลื่อนไหวบ่อย
- หัวไหล่และต้นแขน: มักพบหลังการฉีดวัคซีนหรืออุบัติเหตุ
- หน้าท้อง: พบได้บ่อยในผู้ที่ผ่านการผ่าตัดคลอดบุตรหรือผ่าตัดศัลยกรรม
แผลเป็นคีลอยด์อันตรายไหม?
โดยทั่วไปแล้ว คีลอยด์ไม่ใช่เนื้อร้ายและไม่อันตรายถึงชีวิต แต่อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตในด้านความมั่นใจ ในบางกรณีที่มีขนาดใหญ่มากอาจทำให้เกิดความรู้สึกดึงรั้งจนเคลื่อนไหวไม่สะดวก หรือหากมีการอักเสบร่วมด้วยอาจส่งผลให้เกิดอาการเจ็บปวดและคันที่รบกวนการใช้ชีวิตประจำวันได้ การได้รับการดูแลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะช่วยลดอาการเหล่านี้และทำให้ผิวดูดีขึ้นได้
คีลอยด์ รักษาหายขาดไหม? จะกลับมาเป็นซ้ำไหม?
คำถามที่พบบ่อยคือจะสามารถรักษาให้หายขาดได้หรือไม่ ความเป็นจริงแล้ว คีลอยด์มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้หากได้รับการรักษาที่ไม่เหมาะสมหรือไปกระตุ้นผิวแรงเกินไปจนเกิดการอักเสบใหม่ การรักษาที่ BSL Clinic จึงเน้นการปรับสมดุลผิวและเลือกใช้เทคโนโลยีที่อ่อนโยนต่อเนื้อเยื่อรอบข้าง เพื่อลดความเสี่ยงในการกลับมาเป็นซ้ำ ภายใต้การวางแผนของแพทย์ประจำที่ BSL Clinic
รักษาคีลอยด์ด้วยตัวเองได้ไหม?
การรักษาคีลอยด์ด้วยตนเอง เช่น การใช้แผ่นซิลิโคนเจลหรือการทายาอาจช่วยได้เพียงการบรรเทาความแข็งหรือลดอาการคันในระยะเริ่มต้นเท่านั้น แต่ไม่สามารถทำให้แผลที่นูนหนาและมีพังผืดอยู่ภายใต้ยุบตัวลงได้อย่างถาวร การพยายามบีบหรือตัดออกเองมีความเสี่ยงที่จะทำให้แผลอักเสบและขยายตัวใหญ่ขึ้นกว่าเดิมอย่างรวดเร็ว
แนวทางการรักษาคีลอยด์ที่ BSL Clinic
เราให้ความสำคัญกับการรักษาที่ครอบคลุมหลายด้าน โดยแพทย์จะวิเคราะห์ความลึกและลักษณะของพังผืดก่อนเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อผลลัพธ์ที่แลดูเป็นธรรมชาติ
1. เลเซอร์รักษารอยแผลเป็น
เลเซอร์รักษารอยแผลเป็นเป็นเทคโนโลยีที่ปล่อยพลังงานสร้างความร้อนเล็ก ๆ ใต้ผิว เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่และกระตุ้นการทำงานของผิวให้สร้างเซลล์ผิวที่แข็งแรงขึ้น เป็นหนึ่งในวิธีการรักษาที่ช่วยให้รอยแผลเป็นดูเรียบเนียนขึ้น โดยเลเซอร์จะทำหน้าที่ลดพังผืดที่ดึงรั้งผิวอยู่ภายใต้ชั้นผิว ส่งผลให้ผิวด้านบนค่อย ๆ เรียบเนียนขึ้นและมีความแข็งแรงขึ้นโดยที่แสงเลเซอร์มีผลต่อเนื้อเยื่อรอบข้างน้อย โดยแพทย์จะดูแลให้ปลอดภัย
2. โปรแกรมเกล็ดเลือดฟื้นฟูดูแลรอยแผลเป็น
แนวทางการดูแลรอยแผลเป็นโดยใช้ส่วนประกอบจากเลือดของผู้ใช้บริการเอง นำมาผ่านกระบวนการปั่นคัดแยกเพื่อนำเกล็ดเลือดเข้มข้นมาใช้ฟื้นฟูผิวที่เสื่อมสภาพ ช่วยให้ผิวกลับมาดูแข็งแรงขึ้น กระตุ้นการทำงานของผิวให้รอยแผลเป็นค่อย ๆ ดูเรียบเนียนขึ้น ซึ่งเป็นแนวทางการดูแลที่ช่วยเสริมให้ผิวดูสุขภาพดีขึ้นจากภายในสู่ภายนอก
เนื่องจากสภาพผิวและลักษณะแผลของแต่ละคนมีความแตกต่างกัน วิธีการรักษาจึงต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจในการเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม แพทย์ที่ BSL Clinic จะเป็นผู้แนะนำและออกแบบแนวทางการรักษาแบบเฉพาะบุคคล (Case by Case) เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปได้อย่างเหมาะสมและลดผลกระทบต่อผิวให้น้อยที่สุด
วิธีดูแลตนเองหลังรักษาคีลอยด์ เพื่อถนอมผิวให้เรียบเนียนนานขึ้น

หลังเข้ารับการรักษา การดูแลผิวอย่างถูกวิธีมีส่วนสำคัญอย่างมากในการคงผลลัพธ์
- หลีกเลี่ยงการแกะเกา: ไม่ควรสัมผัสแผลแรง ๆ เพราะการรบกวนผิวอาจกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อใหม่
- ป้องกันแสงแดด: ทาครีมกันแดดบริเวณแผลอย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกันรอยหมองคล้ำ
- รักษาความสะอาด: ล้างแผลตามคำแนะนำของแพทย์เพื่อป้องกันการอักเสบติดเชื้อ
- ใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน: เลือกใช้สกินแคร์ที่ช่วยเติมความชุ่มชื้นและไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง
วิธีป้องกันไม่ให้แผลเป็นธรรมดากลายเป็นคีลอยด์ในอนาคต
การป้องกันตั้งแต่เริ่มเกิดแผลใหม่ ๆ จะช่วยลดโอกาสการขยายตัวของแผลได้
- ดูแลแผลให้ชุ่มชื้น: การใช้ขี้ผึ้งหรือเจลดูแลแผลช่วยให้กระบวนการสมานแผลเป็นไปอย่างสมบูรณ์มากขึ้น
- ใช้แผ่นซิลิโคนเจล: ช่วยลดแรงตึงผิวในบริเวณที่เสี่ยงต่อการเกิดแผลนูน
- หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ดึงรั้งแผล: ในช่วงที่แผลกำลังสมานตัวควรระวังไม่ให้แผลถูกยืดหรือตึงเกินไป
- พบแพทย์ทันที: หากเริ่มสังเกตว่าแผลมีความนูน แดง หรือคันผิดปกติ ควรีบปรึกษาแพทย์ผิวหนัง
FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับคีลอยด์
1. คีลอยด์สามารถหายเองได้ไหมหากปล่อยทิ้งไว้เป็นเวลานาน ๆ ?
โดยปกติแล้วไม่สามารถหายเองได้ และมักจะคงอยู่หรือขยายขนาดขึ้นหากไม่ได้รับการรักษาทางการแพทย์เพื่อไปยับยั้งการเติบโตที่ผิดปกติของเนื้อเยื่อ
2. ทำไมการรักษาคีลอยด์ถึงต้องใช้การรักษาแบบผสมผสาน ไม่สามารถใช้วิธีเดียวได้?
เนื่องจากแผลชนิดนี้มีทั้งเรื่องพังผืด การอักเสบ และความไม่สมดุลของเซลล์ผิว การใช้หลายวิธีควบคู่กันจะช่วยจัดการปัญหาได้ครอบคลุมหลายด้านและลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำได้ดีกว่า
3. อาการคันและเจ็บปวดบริเวณแผลจะจางลงหลังเข้ารับโปรแกรมเลเซอร์หรือไม่?
อาการคันและดึงรั้งมักจะค่อย ๆ บรรเทาลง เนื่องจากเลเซอร์เข้าไปช่วยลดความตึงของพังผืดและปรับสมดุลของเนื้อเยื่อบริเวณนั้นให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น
4. บริเวณใบหูที่เป็นคีลอยด์จากการเจาะหู สามารถใช้โปรแกรมเลเซอร์รักษาได้หรือไม่?
สามารถทำได้ โดยแพทย์จะวิเคราะห์ขนาดและลักษณะของแผลเพื่อเลือกใช้พลังงานเลเซอร์ที่เหมาะสมในการช่วยให้แผลเรียบเนียนขึ้นโดยเลเซอร์มีความเฉพาะเจาะจง จึงสามารถช่วยลดผลข้างเคียงกับผิวบริเวณรอบข้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ
5. แผลคีลอยด์ยุบได้ไหม?
แผลสามารถยุบลงและเรียบเนียนขึ้นได้ หากได้รับการรักษาที่สาเหตุอย่างถูกวิธีได้ผ่านการรักษาอย่างถูกวิธี โดยเฉพาะการลดพังผืดใต้ผิวและกระตุ้นการเรียงตัวของคอลลาเจนใหม่ให้เป็นระเบียบ
สรุป: เพิ่มความมั่นใจด้วยการรักษาคีลอยด์อย่างถูกวิธี
การรักษาคีลอยด์ ไม่ใช่เพียงแค่การทำให้แผลยุบลง แต่คือการฟื้นฟูโครงสร้างผิวให้กลับมาแข็งแรงและเรียบเนียนดูเป็นธรรมชาติ ที่ BSL Clinic เรามุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีที่คุณหมอศึกษาข้อมูลมาเป็นอย่างดี และนิยมใช้กันอย่างแพร่หลายควบคู่กับความรู้ความเข้าใจของแพทย์ เพื่อดูแลทุกปัญหาผิวอย่างใส่ใจ ช่วยให้คุณกลับมามีความมั่นใจในผิวพรรณที่เรียบเนียนได้อีกครั้งโดยไม่ต้องกังวลกับรอยแผลเป็นที่คอยรบกวนใจ
- E-Mail: [email protected]
- เบอร์โทรศัพท์ 099-343-8666
- ID Line: @bslclinic
