Logo BSL Clinic
Logo BSL Clinic
Logo BSL Clinic
icon en

เป็นฝ้าที่โหนกแก้ม ทำไงดี? หาคลินิกรักษาฝ้าแบบไหนให้ได้ผล

เป็นฝ้าที่โหนกแก้ม ทำไงดี? หาคลินิกรักษาฝ้าโหนกแก้มแบบไหนให้ได้ผล

ฝ้า (Melasma) เป็นภาวะปัญหาทางผิวหนัง ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นใจ โดยเฉพาะฝ้าโหนกแก้ม ที่เริ่มมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น และเปลี่ยนเป็นรอยปื้นสีคล้ำ หรือสีน้ำตาลเข้ม ซึ่งเกิดจากการสร้างเม็ดสีเมลานิน (melanin pigments) ที่มากเกินไป จนกระทั่งยากต่อการปกปิดด้วยเครื่องสำอางทั่วไป เมื่อคุณกำลังกลุ้มใจกับปัญหา “เป็นฝ้าที่โหนกแก้ม และอยากหาแนวทางการดูแลรักษา” 

บทความนี้ จะช่วยให้คุณเข้าใจถึงสาเหตุและแนวทางการรักษาปัญหาฝ้าขึ้นผิวหน้า ฝ้าขึ้นโหนกแก้มได้อย่างถูกวิธี

ฝ้าที่โหนกแก้ม คืออะไร? ทำไมถึงเป็นจุดที่เห็นชัด

ก่อนรักษาฝ้า

ฝ้า (Melasma) คือ ภาวะผิดปกติของเม็ดสีผิวหนังที่พบได้บ่อยในผิวของคนเอเชีย โดยเฉพาะโซนฝ้าที่โหนกแก้ม ซึ่งเป็นตำแหน่งที่รับแสงแดดโดยตรงมากที่สุด จึงเป็นจุดที่ฝ้าขึ้นได้ง่ายและเห็นได้ชัดเจน ฝ้ามีลักษณะเป็นปื้นสีน้ำตาล หรือสีเทา ขอบฟุ้ง เป็นการสะสมของเม็ดสีที่ใต้ผิวหนัง พบได้ทั้งในชั้นหนังกำพร้าและหนังแท้ แม้ไม่มีอาการเจ็บ ไม่คัน แต่ส่งผลกระทบต่อความมั่นใจอย่างมาก

จากประสบการณ์ของแพทย์ที่ดูแลปัญหาเกี่ยวกับผิวหนัง พบว่าโหนกแก้มเป็นบริเวณที่มีความหนาแน่นของเซลล์สร้างเม็ดสี (Melanocyte) สูงกว่าบริเวณอื่น เนื่องจากเป็นบริเวณที่โดนแสง UV ได้ตลอด แม้อยู่ในที่ร่มหรือในรถยนต์ แสงแดด หรือแสงไฟก็ยังสามารถกระตุ้นให้เม็ดสีทำงานเข้มขึ้นจนเกิดฝ้าได้

สาเหตุหลักที่เป็นปัจจัยกระตุ้นฝ้าที่โหนกแก้ม

กลไกการเกิดฝ้า

สาเหตุหลักและปัจจัยกระตุ้นที่นำไปสู่การเกิดฝ้าบริเวณโหนกแก้มนั้น มีหลายสาเหตุ ดังนี้

แสงแดด ปัจจัยกระตุ้นการเกิดฝ้าที่โหนกแก้ม

1. แสงแดด

เป็นปัจจัยหลักที่สำคัญที่สุดในการกระตุ้นให้เกิดฝ้า โดยเฉพาะรังสีอัลตราไวโอเลตทั้ง UVA และ UVB

  • แสงแดดจะกระตุ้นเซลล์สร้างเม็ดสี (Melanocyte) โดยตรง และทำลายโครงสร้างผิว ทำให้เม็ดสีเมลานิน¹ สะสมมากขึ้นจนเกิดฝ้า
  • รังสี UV ทำให้เกิดการผลิตเมลานินมากขึ้น (Increased melanin production) ซึ่งเป็นกลไกการป้องกันของผิวหนังจากการสัมผัสแดด
  • การที่ผิวได้รับรังสี UV นี้ยังส่งผลให้เกิดภาวะผิวแก่ก่อนวัย (Photoaging) และ Solar Elastosis ซึ่งทำให้เกิดการสะสมของสารอีลาสตินที่ผิดปกติในชั้นหนังแท้ ซึ่งเป็นสัญญาณของการถูกทำลายจากแสงแดดในระยะยาว และยังทำให้ฝ้าเห็นชัดขึ้นด้วย งานวิจัยระบุว่า UVA คิดเป็น 80–90% ของการแก่ก่อนวัยจากแสงแดด²
ฮอร์โมนเพศหญิง ปัจจัยกระตุ้นการเกิดฝ้าที่โหนกแก้ม

2. ฮอร์โมนเพศหญิง

โดยเฉพาะ estrogen³ มีบทบาทสำคัญ เนื่องจากฝ้ามักเกิดในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย

  • การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน เช่น ในช่วงตั้งครรภ์ มักถูกเรียกว่า “หน้ากากของการตั้งครรภ์”
  • กินยาคุมแล้วเป็นฝ้า หรือช่วงที่รับประทานยาคุมกำเนิด (Oral Contraceptive Pills) หรือการบำบัดด้วยฮอร์โมนทดแทน (HRT) หรือในอีกกรณี ที่หยุดกินยาคุมฝ้าขึ้น ก็สามารถกระตุ้นเซลล์สร้างเม็ดสีให้ผลิตเม็ดสีมากขึ้น เมื่อเซลล์เหล่านี้สัมผัสกับแสงแดด หรือสิ่งกระตุ้นอื่น จึงกระตุ้นให้ฝ้าเข้มขึ้น
พันธุกรรม ปัจจัยกระตุ้นการเกิดฝ้าที่โหนกแก้ม

3. พันธุกรรม⁴

  • คนเอเชียเป็นฝ้าได้ง่ายกว่าคนผิวขาว และมักพบในคนที่อยู่ครอบครัวเดียวกันได้บ่อย
  • ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวมีปัญหาฝ้า อาจมีแนวโน้มทางพันธุกรรมที่ทำให้เซลล์สร้างเม็ดสีมีความไวและผลิตเม็ดสีมากเกินไปเมื่อได้รับปัจจัยกระตุ้น
ผิวอักเสบ ระคายเคือง ปัจจัยกระตุ้นการเกิดฝ้าที่โหนกแก้ม

4. ปัจจัยอื่น ๆ ที่กระตุ้นให้เกิดฝ้า

แต่ฝ้ายังเชื่อมโยงกับกลไกที่ซับซ้อนหลายอย่างในผิวหนัง

  • การอักเสบและการระคายเคืองของผิว สามารถกระตุ้นการสร้างเม็ดสี นำไปสู่การเกิดฝ้า
  • ความเครียด ร่างกายหลั่งฮอร์โมน Cortisol เพิ่มขึ้น ซึ่งฮอร์โมนนี้จะไปกระตุ้นเซลล์สร้างเม็ดสีและระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายให้อ่อนแอลง ทำให้ผิวเกิดการอักเสบ และสร้างเม็ดสีส่วนเกินได้ง่ายขึ้น
  • มลภาวะและฝุ่นละออง ทำให้เกิดอนุมูลอิสระ ซึ่งทำร้ายเซลล์ผิวโดยตรง นำไปสู่การอักเสบและกระตุ้นเม็ดสี
  • การเพิ่มขึ้นของหลอดเลือด (Increased Vascularization) ผิวหนังบริเวณที่เป็นฝ้าพบว่ามีการสร้างหลอดเลือดฝอยใหม่เพิ่มขึ้น (Increased vascularization) ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องในการกระตุ้นการสร้างเม็ดสี

กระ vs ฝ้า vs จุดด่างดำ ต่างกันอย่างไร

หลายๆ คนที่มีผิวหน้าประสบกับปัญหาความหมองคล้ำจากเม็ดสีเมลานินใต้ผิว อาจจะยังแยกไม่ออกว่า ประเภทของรอยเม็ดสี เป็นรอยโรคของปัญหาผิวใดกันแน่ ตารางรูปด้านล่างนี้จะชวนคุณมาแยกให้ชัดเจนว่ารอยดำ ที่ส่งผลให้ภาพรวมผิวหน้าดูหมองคล้ำ ระหว่าง ฝ้า กระ จุดด่างดำ ทั้ง 3 ประเภทนี้แตกต่างกันอย่างไร แยกให้ชัดเจน เพื่อวางแผนการดูแลและวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับปัญหาผิว

ก่อนรักษากระ
ก่อนรักษาฝ้า
ก่อนรักษาจุดด่างดำ
รายละเอียดของแต่ละปัญหาผิว กระ ฝ้า จุดด่างดำ / รอยดำสิว

ก่อนรักษากระ

ก่อนรักษาฝ้า

ก่อนรักษารอยดำ จุดด่างดำ

ปัญหาผิว

จุดสีน้ำตาลเล็ก ๆ ขอบชัด ขนาดเล็ก แบ่งออกเป็น กระตื้น กระลึก กระแดด
ปื้นสีน้ำตาล ปรากฎอย่างสมมาตรที่ผิว
รอยจุดสีน้ำตาลเข้ม หรือม่วงแดง ตรงที่เคยมีสิวอักเสบขึ้น

ตำแหน่งที่พบบ่อย

โหนกแก้ม สันจมูก ไหล่ แขน
โหนกแก้ม หน้าผาก และจมูก
แก้ม หน้าผาก คาง หรือแม้แต่แผ่นหลัง

เกิดจาก

รังสี UVA UVB ทำให้เม็ดสีผิวสะสม กรรมพันธุ์
การผลิตเม็ดสีเมลานินมากเกินไป ถูกกระตุ้นจากแสงแดด + ฮอร์โมน (เช่น ตั้งครรภ์, ยาคุมกำเนิด), พันธุกรรม
การอักเสบของผิว เช่น สิวหนอง, สิวอักเสบ หรือการแกะสิว

กลุ่มเสี่ยง

คนที่โดนแดดเป็นประจำ โดยเฉพาะคนผิวขาว
ผู้หญิงวัย 25-55 ปี พบมากกว่าผู้ชาย
ผู้ที่มีสิวอักเสบ สิวอักเสบหาย หรือชอบบีบสิว / แกะสิว

❝ เพราะการแยกประเภทผิวให้ถูก สามารถช่วยให้แนวทางการรักษามาถูกทาง และเห็นผลการรักษาได้เร็วขึ้น ❞

ฝ้าที่โหนกแก้ม รักษาที่ไหนดี

ปัญหาฝ้าบริเวณโหนกแก้ม เป็นจุดที่มองเห็นได้ชัดเจน และยากต่อการปกปิด จึงต้องเลือกคลินิก หรือสถานพยาบาลที่สามารถประเมินผิวได้อย่างเข้าใจ และใช้เทคโนโลยีเลเซอร์และวิธีการรักษาได้อย่างเหมาะสม เพื่อให้ฝ้าจางลง ลดโอกาสการเกิดผลข้างเคียงหลังรักษา พร้อมดูแลผิวให้แข็งแรงจากภายในสู่ภายนอก

เพื่อให้การรักษาฝ้าที่เห็นผล และผิวแข็งแรงในระยะยาว ควรพิจารณาจากหลักเกณฑ์เหล่านี้

วิเคราะห์และประเมินประเภทฝ้าโดยแพทย์ที่เข้าใจเม็ดสีฝ้าโดยเฉพาะ

1. วิเคราะห์และประเมินประเภทฝ้าโดยแพทย์ที่เข้าใจเม็ดสีฝ้าโดยเฉพาะ

ไม่ใช่ทุกคลินิกจะมีแพทย์เฉพาะทางด้านการรักษาฝ้า ที่มีความเข้าใจด้านการรักษาภาวะผิวหนังที่เกิดจากเม็ดสี เนื่องจากฝ้าเป็นปัญหาที่มีกลไกสาเหตุการเกิดที่ค่อนข้างซับซ้อน ต้องอาศัยความเข้าใจโครงสร้างผิวสาเหตุของฝ้า ความเข้มความลึกของเม็ดสีฝ้าในผิวของแต่ละคน

รักษาฝ้ากับแพทย์ที่มีความเข้าใจด้านเม็ดสีฝ้า

2. รักษาฝ้ากับแพทย์ที่มีความเข้าใจด้านเม็ดสีฝ้า

กลไกการเกิดฝ้าของแต่ละคนแตกต่างกัน และ ฝ้ามีหลายชนิด ทั้งฝ้าตื้น ฝ้าลึก และฝ้าผสม การรักษาฝ้ากับแพทย์ที่เข้าใจเรื่องฝ้า จะสามารถเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะกับฝ้าแต่ละประเภทได้อย่างเหมาะสม เพื่อให้ผลลัพธ์เป็นที่น่าพึงพอใจกับผู้ใช้บริการ

วิธีรักษาฝ้าและเทคโนโลยีเลเซอร์ที่ใช้อย่างแพร่หลาย

3. รักษาฝ้าวิธีไหนดีที่สุด ? เทคโนโลยีเลเซอร์ที่ใช้อย่างแพร่หลาย

การเลือกวิธีรักษาฝ้า ควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์ และอยู่ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการใช้เครื่องมืออย่างเทคโนโลยีเลเซอร์ ซึ่งต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจในการปรับพลังงานให้เหมาะกับสภาพผิวของแต่ละบุคคล เพื่อให้การดูแลเป็นไปอย่างเหมาะสมและลดความเสี่ยงจากผลข้างเคียงในขณะรักษาและหลังการรักษา มั่นใจในผลลัพธ์ที่ดีต่อผิวในระยะยาว

ใช้เทคนิคการรักษาที่เหมาะกับลักษณะฝ้าของแต่ละคน

4. ต้องใช้เทคนิคการรักษาที่เหมาะกับลักษณะฝ้าของแต่ละคน

ฝ้าในแต่ละบุคคลมีระดับความลึกของเม็ดสี และการกระจายตัวที่แตกต่างกัน อย่างผิวของคนเอเชีย ที่มีความไวต่อแสงแดด ทำให้กระตุ้นเม็ดสีฝ้าเกิดขึ้นได้ง่าย หากใช้พลังงานไม่เหมาะสม อาจเกิดรอยคล้ำ หรือผิวบางลงได้ เทคนิคการรักษาที่ใช้ควรออกแบบให้เหมาะกับความเข้มของเม็ดสี ความลึกของเม็ดสีฝ้า ประเภทของฝ้าในผิวแต่ละบุคคลอย่างเหมาะสม

ปรับแผนการรักษาฝ้าได้อย่างเหมาะสม

5. มีระบบติดตามผลอย่างต่อเนื่อง และสามารถปรับแผนการรักษาฝ้าได้อย่างเหมาะสม

เพราะฝ้าไม่สามารถรักษาให้หายได้ในการรักษาเพียงครั้งเดียว การรักษาฝ้าที่มีประสิทธิภาพ ควรมีการติดตามผลทุกระยะอย่างใกล้ชิด เพื่อให้คุณหมอสามารถวางแผนการรักษาในครั้งต่อๆ ไป และปรับพลังงานของเลเซอร์ หรือวิธีการรักษาให้เหมาะกับการตอบสนองของผิวแต่ละคน ช่วยให้ผลลัพธ์ดีขึ้น ฝ้าจางลง ผิวแข็งแรงขึ้น โดยที่แพทย์จะดูแลให้ปลอดภัยในระยะยาว

รีวิวรักษาฝ้าโหนกแก้ม ที่เห็นผล

ฝ้าที่โหนกแก้ม ปัญหาผิวที่ทำให้หลายคนขาดความมั่นใจ โดยเฉพาะเมื่อเมคอัพไม่สามารถปกปิดได้ BSL ขอแชร์จากประสบการณ์ของผู้ใช้บริการจริง ที่เป็นรีวิวรักษาฝ้าที่โหนกแก้มกับ BSL Clinic ตั้งแต่เริ่มต้นประเมินผิว ไปจนถึงผลลัพธ์ที่ได้รับหลังการรักษาฝ้า สำหรับผู้ที่กำลังหารีวิวอยู่ รูปภาพด้านล่างนี้สามารถเป็นตัวช่วยประกอบการตัดสินใจ ในการเลือกหาคลินิกรักษาฝ้าที่โหนกแก้ม ให้กับคุณได้

โปรแกรมรักษาฝ้า *ใช้เป็นตัวอย่างผลจากการเข้ารับการรักษาพยาบาลสำหรับผู้ป่วยเฉพาะราย

ใครคือกลุ่มเสี่ยงที่มักพบกับปัญหาฝ้าขึ้นโหนกแก้ม

1. ผู้หญิงอายุ 25–50 ปี และมีคนในครอบครัวเป็นฝ้า

ผู้หญิงอายุ25–50 ปี และมีคนในครอบครัวเป็นฝ้า

ฝ้าเป็นภาวะที่พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะในวัยเจริญพันธุ์ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศหญิง (โดยเฉพาะ estrogen) สามารถกระตุ้นเซลล์สร้างเม็ดสีมากขึ้น

การมีคนในครอบครัวเป็นฝ้า ทำให้แนวโน้มความอ่อนแอต่อผิว (Genetic predisposition) ที่เซลล์สร้างเม็ดสีมีความไวสูงกว่าปกติ และมีโอกาสที่ฝ้าจะกลับมาเป็นซ้ำได้ง่าย

2. ทำงานกลางแจ้ง / ชอบออกกำลังกายกลางแดด

ออกกำลังกายกลางแดด

ถือเป็นปัจจัยหลักและสำคัญที่สุด ที่กระตุ้นให้เกิดฝ้า รังสี UV จะกระตุ้นเซลล์สร้างเม็ดสีโดยตรง ทำให้เกิดการผลิตเมลานินที่มากเกินไป ดังนั้นหากคุณต้องโดนแสงแดดบ่อยๆ แนวทางการรักษาจะต้องเน้นย้ำถึง การป้องกันแสงแดด (Photoprotection) อย่างเคร่งครัด โดยใช้ครีมกันแดดชนิด Broad-spectrum ที่มีค่า SPF และ PPD (Persistent Pigment Darkening) ที่เป็นค่าความสามารถของครีมกันแดดในการป้องกันการเกิดผิวคล้ำจากรังสี UVA เพื่อให้ผิวถูกป้องกันจาก UVA ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. ในคนที่ผิวบาง ผิวแพ้ง่าย

ผิวบาง ผิวแพ้ง่าย

ฝ้าไม่ได้เป็นแค่ปัญหาเม็ดสี แต่ยังเกี่ยวข้องกับการอักเสบด้วย การระคายเคืองซ้ำ ๆ (เช่น จากการแพ้เครื่องสำอาง หรือการล้างเครื่องสำอางไม่สะอาด) อาจนำไปสู่การอักเสบที่ผิวหนัง ซึ่งการอักเสบนี้สามารถกระตุ้นเซลล์สร้างเม็ดสี และเพิ่มการผลิตเมลานินได้

การรักษาต้องเน้นที่การลดการอักเสบ และฟื้นฟูผิวให้แข็งแรง เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ฝ้ากลับมาเข้มขึ้น

4. เคยทำเลเซอร์ผิดชนิด จนผิวไวต่อแสงแดด (หรือผิวอ่อนแอ)

ทำเลเซอร์ผิดชนิด ผิวไวต่อแสงแดด

การทำเลเซอร์ที่ไม่เหมาะสมหรือรุนแรงเกินไป สามารถสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างผิว โดยเฉพาะบริเวณ Basement Membrane (เยื่อหุ้มฐาน)

ส่งผลให้เม็ดสีและเซลล์สร้างเม็ดสี ซึมลงสู่ชั้นหนังแท้ (Migration) ส่งผลให้ฝ้ากลายเป็นฝ้าลึก หรือชนิดฝ้าผสม ซึ่งรักษาได้ยากและมีแนวโน้มที่จะกลับมาเป็นซ้ำได้ง่าย

คำถามที่พบบ่อย

ปรึกษาแพทย์ก่อนเลเซอร์รักษาสิว
ฝ้าโหนกแก้มรักษากี่ครั้งถึงจะดีขึ้น?

จำนวนครั้งขึ้นอยู่กับความเข้มของเม็ดสีฝ้า ความลึกของเม็ดสี และประเภทของฝ้าในผิวของแต่ละบุคคล โดยส่วนใหญ่เห็นผลที่ 3–5 ครั้งเริ่มเห็นผล ขึ้นอยู่กับผิวของแต่ละคน

ทำเลเซอร์แล้วทำไมบางคนฝ้ากลับมาเข้มขึ้น?

มักเกิดจากการเลือกชนิดเลเซอร์ที่ไม่เหมาะสม หรือยิงแรงเกินไปทำให้เกิด rebound ภาวะฝ้าเข้มขึ้น การกลับมาของฝ้า (Recurrence หรือ Relapse) และภาวะเม็ดสีเข้มขึ้นหลังเลเซอร์ (Rebound Hyperpigmentation) เป็นความท้าทายหลักในการรักษาฝ้า ซึ่งอาจเกิดได้จากการเลือกเลเซอร์ไม่เหมาะสม / ยิงแรงเกินไป /การใช้พลังงานสูงเกินไป อาจกระตุ้นให้เกิดการอักเสบที่ผิว รวมถึงกลไกการเกิดฝ้าที่ซับซ้อน ที่ไม่ใช่แค่ปัญหาเม็ดสีส่วนเกินเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับปัจจัยอื่นๆ  เช่น ความอ่อนแอของผิว, การเพิ่มขึ้นของหลอดเลือด, การอักเสบเรื้อรัง  การรักษาที่มีประสิทธิภาพจึงควรใช้ แนวทางแบบผสมผสาน (Multimodal approach) ที่ดูแลได้ทั้งทุกกลไก หากเน้นเพียงแค่การกำจัดเม็ดสี แต่ไม่ได้ทำให้ผิวแข็งแรงขึ้น ฝ้าก็มีโอกาสกลับมาได้ง่ายเมื่อถูกกระตุ้นจากปัจจัยต่าง ๆ

ใช้ครีมรักษาฝ้าอย่างเดียวฝ้าหายไหม?

ฝ้าตื้นอาจดีขึ้น แต่ฝ้าลึกส่วนใหญ่ต้องใช้ทรีตเมนต์หรือเลเซอร์ร่วมด้วย เนื่องจากฝ้าลึกและฝ้าผสม (Dermal/Mixed Melasma) เป็นฝ้าชนิดที่มีการสะสมของเม็ดสีลึกลงไปในชั้นหนังแท้ (Dermis) การทาครีมรักษาฝ้าเพียงอย่างเดียว อาจาทำให้สารทาภายนอกมีความสามารถในการซึมซาบจำกัด ทำให้การจัดการเม็ดสีในระดับลึกทำได้ยากหรือไม่สมบูรณ์ ดังนั้น การจัดการฝ้าที่ลึกจึงจำเป็นต้องใช้การรักษาเสริมอย่างการทำเลเซอร์รักษาฝ้า (Laser treatments) เพื่อส่งพลังงานลงไปลดเม็ดสีฝ้าในระดับที่ลึกกว่า ดังนั้นการใช้ครีมทาฝ้าเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอสำหรับฝ้าที่เม็ดสีฝ้าฝังลึก

คนผิวคล้ำ สามารถรักษาฝ้าได้ไหม?

คนที่มีปัญหาฝ้าทุกสีผิวสามารถรักษาฝ้า ให้ฝ้าจางลงได้ แต่ต้องเลือกพลังงานเลเซอร์ที่เหมาะกับ Skin Type ขออธิบายเพิ่มเติมให้เข้าใจง่ายขึ้น

  1. ความเสี่ยงในคนผิวคล้ำ ฝ้าเป็นภาวะที่พบได้บ่อยที่สุดในคนเอเชียและผู้ที่มีผิวสีเข้ม (Fitzpatrick Skin Types III–VI) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคนผิวคล้ำสามารถเป็นฝ้าได้ง่ายกว่า และการจัดการฝ้าในกลุ่มนี้ก็มีความท้าทาย
  2. ความสำคัญของ Skin Type ผิวคล้ำ7มีปริมาณเมลานินในผิวสูง เมลานินเป็นเซลล์เป้าหมาย (Chromophore) ที่ดูดซับพลังงานเลเซอร์ หากใช้พลังงานเลเซอร์ที่ไม่เหมาะสมหรือสูงเกินไปในคนผิวคล้ำ จะมีความเสี่ยงสูงที่เมลานินรอบ ๆ บริเวณฝ้าจะดูดซับพลังงานมากเกินไป ทำให้ผิวเกิดการอักเสบ และนำไปสู่ภาวะเม็ดสีเข้มขึ้นหลังการอักเสบ (Post-inflammatory hyperpigmentation) หรือเกิด rebound ได้
  3. การตั้งค่าพลังงานเลเซอร์ เลเซอร์ที่ใช้ในการจัดการลดเม็ดสีฝ้าจะต้องเลือกความยาวคลื่นและโหมดพลังงานที่เหมาะสมกับ Skin Type เพื่อให้การรักษาที่อยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ โดยแพทย์จะดูแลให้ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างเช่น การใช้ Picoway8 Laser Progarm ที่มีหลายความยาวคลื่น (เช่น 532 nm, 1064 nm, 730 nm) และเทคโนโลยีที่ช่วยให้สามารถตั้งค่าพลังงานไปยังเป้าหมายเม็ดสีได้อย่างแม่นยำขึ้น ซึ่งแพทย์ที่มีความเข้าใจจะสามารถปรับพลังงานให้เหมาะกับสภาพผิวของแต่ละบุคคล เพื่อลดผลข้างเคียงหลังการรักษาฝ้า

สรุป

สำหรับฝ้าที่โหนกแก้ม การรักษาให้ฝ้าจางลงนั้น ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องอาศัยความเข้าใจกลไกสาเหตุของการเกิดฝ้าในผิวแต่ละคน และเลือกคลินิกรักษาฝ้าที่คุณหมอมีความเข้าใจในเรื่องของการใช้เทคนิค วิธีการรักษา และการเลือกใช้เทคโนโลยีเลเซอร์รักษาฝ้า เพื่อรักษาฝ้าที่โหนกแก้มให้จางลง เผยผิวที่ดูกระจ่างใส และได้ความมั่นใจที่มากขึ้น

  1. Ortonne JP. Melasma. J Am Acad Dermatol. 2001;44(5):872–90.
  2. Gilchrest BA. Photoaging. J Invest Dermatol. 2013;133(E1):E12–E15.
  3. Yamaguchi Y, Hearing VJ. Melanocytes and UV responses: molecular mechanisms. Photochem Photobiol. 2009;84(3):512–521.
  4. Passeron T, Picardo M. Melasma, new insights and therapeutic perspectives. J Eur Acad Dermatol Venereol. 2018;32(3):1623–1630.
  5. Vierkötter A, Krutmann J. Environmental influences on skin aging. J Invest Dermatol. 2012;132(3 Pt 2):1027–1034.
  6. American Academy of Dermatology. Melasma clinical guidelines. 2022.
  7. Kang HY, Ortonne JP. What should be considered in treatment of melasma. Ann Dermatol. 2010;22(4):373–378.
  8. Wattanakrai P, et al. Treatment of melasma using picosecond laser in Asian skin. Lasers Surg Med. 2020;52(8):697–704.

add LINE รับโปรลูกค้าใหม่ ดูรีวิว YouTube ปรึกษาแพทย์ฟรี Facebook