การรักษาฝ้ากระ เป็นปัญหาที่หลาย ๆ คนเผชิญอยู่ เนื่องจากประเทศไทยเป็นเมืองร้อน ร่วมกับมีปัจจัยกระตุ้นให้ฝ้าเข้มขึ้น ทำให้ผิวหน้ามีฝ้าขึ้นได้ง่าย และไม่ว่าจะเป็นคนที่เคยลองรักษาฝ้าด้วยวิธีต่าง ๆ หรือยังไม่เคยลองทำเลเซอร์มาก่อน อาจมีความกังวลและมีคำถามในใจว่า “เลเซอร์รักษาฝ้า นั้นจำเป็นหรือไม่?” หรือ “เลเซอร์แล้วจะทำให้ผิวบางไหม?” กำลังลังเลว่าจะฉีดฝ้าดีไหม มองหาอยู่ว่าจะรักษาฝ้าด้วยวิธีไหนดี BSL เราเข้าใจดีว่ามีคนเป็นฝ้าไม่น้อย ที่มีความกังวลเรื่องผลข้างเคียง และยังไม่มั่นใจว่าจะเลือกวิธีไหนที่ปลอดภัยและได้ผลดีที่สุด ที่จะทำให้ฝ้าจางลง ลดโอกาสการเกิดผลข้างเคียงต่อผิวหลังการรักษา เพื่อทำให้มีความมั่นใจมากขึ้น
ในบทความนี้เราจะพาคุณมาทำความรู้จักกับ เลเซอร์รักษาฝ้า ในปี 2026 ที่ไม่เพียงแค่ทำให้ฝ้าจางลง แต่ยังสามารถช่วยฟื้นฟูผิวให้แข็งแรงขึ้น¹⁻³ และให้ความเข้าใจกับคำถามที่หลาย ๆ คนสงสัยเกี่ยวกับวิธีรักษาฝ้าด้วยเลเซอร์
สารบัญ
- สาเหตุการเกิดฝ้า และปัจจัยที่กระตุ้นฝ้า
- ทำไมการใช้เลเซอร์ รักษาฝ้ายังเป็นวิธีที่ได้ผลดีในปัจจุบัน?
- ทำไมเลเซอร์ฝ้า ทำให้หน้าบาง ผิวพัง หรือฝ้ากลับมาเข้มกว่าเดิม?
- การรักษาฝ้าด้วยเลเซอร์ ลงลึกที่สาเหตุ เพื่อฝ้าจาง ผิวแข็งแรงระยะยาว
- ทำไมความยาวคลื่นถึงสำคัญกับการรักษาฝ้า
- ความยาวคลื่นกับความสามารถในการจับเม็ดสีฝ้า
- รีวิวการรักษาฝ้ากระ ด้วยเลเซอร์
- FAQ คำถามที่พบบ่อย
- สรุป
สาเหตุการเกิดฝ้า และปัจจัยที่กระตุ้นฝ้า
คุณอาจคิดว่า “ฝ้า” เกิดจากแสงแดดอย่างเดียวใช่ไหมคะ? แต่จริงๆ แล้วยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกมากมายเลยค่ะที่กระตุ้นให้เกิดฝ้าได้ ทั้งเรื่องของพันธุกรรม ฮอร์โมน ความเครียด รวมถึงมลภาวะที่เราต้องเจอในแต่ละวัน เพราะปัจจัยเหล่านี้ไปกระตุ้นให้เซลล์ผิวทำงานผิดปกติและผลิตเม็ดสีออกมามากเกินไป² บางครั้งชั้นผิวที่เคยแข็งแรงก็อ่อนแอลง ทำให้ฝ้าเกิดขึ้นง่ายและลุกลามได้เร็วขึ้น
แสงแดด
แสงแดด แผ่รังสี UV โดยยูวีจะเข้าไปใต้ผิวกระตุ้นเซลล์สร้างเม็ดสีมากขึ้น นี่เป็นกลไกการป้องกันผิวจากแสงแดด โดยเม็ดสีที่สร้างขึ้นจะมาอยู่ในชั้นผิวหนัง Epidermis (หนังกำพร้า) และ Dermis (หนังแท้)¹
ผิวผลิตเม็ดสีมากขึ้น
เซลล์เมลาโนไซต์ที่อยู่ใต้ผิว ถูกกระตุ้นให้มีการสร้างเม็ดมาลานินมากขึ้น และมีการปล่อยเม็ดสีขึ้นมาบนชั้นผิวหนังกำพร้า จึงปรากฏเป็นฝ้า ปื้นสีน้ำตาลให้เห็นบนใบหน้า
กำแพงชั้นผิวเสียหาย
กำแพงชั้นผิว Basement Membrane (BM) ซึ่งเป็นชั้นบาง ๆ ระหว่างผิวชั้นหนังกำพร้า และชั้นหนังแท้ ออกจากกัน แต่เมื่อ BM ถูกทำลายจากแสงแดด หรือมลภาวะต่างๆ เม็ดสีเมลานินจึงตกลงมาจากชั้นหนังกำพร้า ลงมายังชั้นหนังแท้ได้ง่ายขึ้น จึงทำให้ฝ้าลึก³ ที่มีลักษณะสีเทา เบลอๆ เพราะเม็ดสีฝังลึก จึงทำให้ฝ้าประเภทนี้รักษาได้ยาก
การอักเสบ ผิวระคายเคือง กระตุ้นให้เกิดเส้นเลือด
เมื่อผิวโดนแสงแดดและเกิดการกระตุ้นจากเม็ดสีในผิวร่างกายจะฟื้นฟู โดยการสร้างเส้นเลือดฝอยใหม่ และกระตุ้นให้เกิดการอักเสบที่บริเวณฝ้า ซึ่งทำให้ผิวดูระคายเคืองและสีผิวบริเวณฝ้าจะดูแดง ๆ และนำไปสู่ฝ้าเส้นเลือดขึ้นที่ผิว เพราะมีเส้นเลือดฝอยคอยส่งอาหารหล่อเลี้ยงฝ้า⁴
การเกิดฝ้าไม่ได้เกิดจากแสงแดด หรือการใช้ครีมที่รุนแรง ไม่เหมาะสมกับผิวเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีปัจจัยหลายอย่างสามารถกระตุ้นให้เกิดฝ้าได้
เช่น พันธุกรรม และ ฮอร์โมนเพศหญิงสูง โดยเฉพาะผู้ที่มีพันธุกรรมทำให้ผิวไวต่อแสงแดด ผิวของบางคนที่พ่อแม่ คนในครอบครัวมีปัญหาฝ้า จึงทำให้ผิวหน้า มีฝ้าง่ายกว่าคนอื่น หรือผู้ที่มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน เช่น ผู้หญิงที่อยู่ในช่วงตั้งครรภ์ หรือการใช้ยาคุมกำเนิด ก็จะมีโอกาสเกิดฝ้าได้ง่ายขึ้นขึ้น
นอกจากนี้ ความเครียดยังมีบทบาทสำคัญ โดยเมื่อร่างกายหลั่งฮอร์โมน Cortisol ออกมา จะกระตุ้นให้เซลล์สร้างเม็ดสีและทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง ทำให้ผิวมีการอักเสบและผลิตเม็ดสีส่วนเกินจนฝ้าเข้มขึ้น⁴
มลภาวะ และ ฝุ่นละออง ที่เราต้องเจอในชีวิตประจำวันก็เป็นอีกหนึ่งตัวการสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดฝ้าได้เช่นกัน เพราะเวลาที่ผิวของเราสัมผัสกับมลภาวะต่างๆ เหล่านี้ ร่างกายจะเกิดการ สร้างอนุมูลอิสระ (Free radicals) ขึ้นมา ซึ่งเจ้าอนุมูลอิสระนี่แหละค่ะที่เป็นตัวการไปกระตุ้นให้เกิดการอักเสบและทำให้เซลล์สร้างเม็ดสีทำงานมากขึ้น จนในที่สุดก็ทำให้เกิดเป็นฝ้าขึ้นมาที่ผิวนั่นเอง
ทำไมการใช้เลเซอร์ รักษาฝ้ายังเป็นวิธีที่ได้ผลดีในปัจจุบัน?
การใช้เลเซอร์รักษาฝ้า ยังคงเป็นหนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพสูง และได้รับความนิยมและได้ผลดีในปัจจุบัน เนื่องจากมีข้อดีหลายข้อ ดังนี้ค่ะ
ลงลึกถึงต้นตอการเกิดฝ้า
เลเซอร์จะส่งพลังงานแสงไปลดเม็ดสีเมลานินส่วนเกิน ที่ก่อให้เกิดฝ้าได้อย่างเหมาะสม ทำให้ฝ้าจางลงอย่างมีประสิทธิภาพ¹⁻²
เห็นผลลัพธ์ที่รวดเร็วขึ้น
เนื่องจากพลังงานสามารถลงลึกไปยังใต้ชั้นผิวที่เม็ดสีฝ้าสะสมอยู่ เมื่อเทียบกับวิธีอื่น การเลเซอร์ช่วยให้เห็นผลการเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจน และรวดเร็วขึ้น²⁻³
รักษาฝ้าได้หลายประเภท
ทั้ง ฝ้าตื้น ฝ้าลึก หรือฝ้าผสม ฝ้าแดด ฝ้าฮอร์โมน หรือแม้แต่ฝ้าเส้นเลือด เลเซอร์ก็สามารถดูแลได้ โดยขึ้นอยู่กับประเภทและการปรับตั้งค่าพลังงาน⁴⁻⁷
เจาะจงที่ฝ้ากระโดยเฉพาะ
เทคโนโลยีเลเซอร์ในปัจจุบันมีความจำเพาะเจาะจงสูง สามารถเลือกทำลายเฉพาะเม็ดสีที่ผิดปกติได้ โดยไม่ทำลายเนื้อเยื่อรอบข้าง โดยแพทย์จะดูแลใหัปลอดภัย และลดโอกาสที่ผิวจะบางลงอย่างที่หลายคนกังวล⁵⁻⁶
ทำไมเลเซอร์ฝ้า ทำให้หน้าบาง ผิวพัง หรือฝ้ากลับมาเข้มกว่าเดิม?
การใช้เลเซอร์รักษาฝ้า….เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนเป็นฝ้า ที่ในปัจจุบันมีการใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่บางคนกังวล หรือเคยลองรักษามาแล้ว แต่ผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง เช่น รู้สึกว่าผิวบางหรือฝ้ากลับมาเข้มขึ้น ซึ่งมักเกิดจากหลายสาเหตุ ดังนี้
การเลือกเครื่องเลเซอร์และการตั้งค่าพลังงานที่ไม่เหมาะกับผิว
เลเซอร์รักษาฝ้าควรใช้พลังงานที่เหมาะสมกับสภาพผิวของแต่ละคน การตั้งค่าพลังงานที่ไม่เหมาะสมหรือการเลือกเครื่องเลเซอร์ที่ไม่ตรงกับสภาพผิว อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงต่อผิวได้ เช่น ผิวบางลง ผิวเกิดการอักเสบมากขึ้น⁷ ส่งผลให้ฝ้ากลับมาเข้มขึ้น เนื่องจากการใช้พลังงานเลเซอร์ที่แรงเกินไป ทำให้ผิวเสียหายเกิดขึ้นได้
การทำเลเซอร์ในช่วงที่ผิวไม่พร้อม
การทำเลเซอร์รักษาฝ้าควรทำเมื่อผิวพร้อมรับการรักษา ซึ่งผิวและปัญหาฝ้าของแต่ละคนแตกต่างกัน บางคนในช่วงผิวยังไม่แข็งแรง ยังมีการอักเสบระคายเคืองอยู่ หรือในบางคนผิวปกติไม่มีการอักเสบ แต่มีเม็ดสีฝ้าที่หนาหรืออยู่ลึก การใช้เลเซอร์หรือวิธีการรักษาฝ้า จึงขึ้นอยู่ดุลพินิจของหมอที่รักษา หากผิวยังอักเสบระคายเคืองอยู่ แต่มีการทำเลเซอร์ที่ไม่เหมาะสม ก็อาจจะยิ่งทำให้ผิวเกิดอักเสบมากขึ้นกว่าเดิม
ใช้เลเซอร์ที่ไม่เหมาะกับประเภทของฝ้า
ฝ้ามีหลายประเภท และเม็ดสีฝ้าสะสมอยู่ได้หลายชั้นผิว บางประเภทเป็น ฝ้าลึก ฝ้าตื้น หรือฝ้าที่มีเส้นเลือดฝอย อาจต้องใช้การรักษาที่แตกต่างกัน เช่น การเลือกใช้เครื่องเลเซอร์ที่สามารถลงลึกไปยังชั้นผิวที่เม็ดสีเมลานินสะสมอยู่ หรือการตั้งค่าพลังงานที่เหมาะสำหรับฝ้าที่ฝังอยู่ลึก ซึ่งถ้าใช้พลังงานไม่เหมาะสมหรือทำการรักษาผิดวิธี อาจทำให้ฝ้ากลับมาเข้มขึ้นหรือผิวบางลงได้⁷
การดูแลหลังการรักษาที่ไม่ดีพอ
หลังการทำเลเซอร์ การดูแลผิวเป็นสิ่งสำคัญมาก โดยเฉพาะการหลีกเลี่ยงแสงแดด และการทาครีมกันแดดที่ปกป้องผิว เพราะถ้าผิวโดนแสงแดดหลังการทำเลเซอร์ จะเสี่ยงต่อการเกิดฝ้ากลับมาใหม่ หรือทำให้ผิวบางลงได้ง่าย⁸
ความเข้าใจและการวินิจฉัยของแพทย์
หากแพทย์ขาดความเข้าใจในการวิเคราะห์ลักษณะฝ้า และความลึกของเม็ดสี การเลือกเครื่องเลเซอร์ที่ไม่เหมาะสม หรือการใช้พลังงานที่สูงเกินไป อาจส่งผลให้ผิวถูกทำลาย อ่อนแอลง ไวต่อแสงแดดมากขึ้น ทำให้เม็ดสีทำงานผิดปกติ ฝ้าไม่จางลง แต่กลับทำให้ฝ้าเข้มขึ้นกว่าเดิม
การรักษาฝ้าด้วยเลเซอร์ ลงลึกที่สาเหตุ เพื่อฝ้าจาง ผิวแข็งแรงระยะยาว
ทำไมควรใช้เลเซอร์หลายเครื่อง ในการรักษาฝ้า
หากที่ผ่านมา คุณเคยรักษาฝ้าด้วยการใช้เลเซอร์ แล้วรู้สึกว่า ผลลัพธ์ยังไม่เป็นเหมือนที่คาดหวังไว้ ฝ้ายังไม่จางลง อาจเป็นเพราะเลเซอร์ที่เคยรักษา ยังไม่ครอบคลุมรอบด้านกับสาเหตุการเกิดฝ้า
เลเซอร์ลดเม็ดสีฝ้า ทำให้ฝ้าจางลง
ลดเม็ดสีฝ้ากระ ด้วยเลเซอร์ลดเม็ดสีฝ้าที่เฉพาะเจาะจงกับฝ้า เช่น
Revlite / Lutronic Laser Program
PTP Mode (Photoacoustic Twin Pulse) ซึ่งยิงพลังงาน 2 ครั้งอย่างรวดเร็ว
- ลดการส่งผ่านเม็ดสีฝ้าขึ้นไปยังผิวชั้นบน เม็ดสีถูกทำให้แตกออกเป็นชิ้นเล็กๆ และร่างกายจะค่อยๆ กำจัดออกไป
- กระตุ้นการหดตัวของหลอดเลือดฝอย ลดจำนวนเส้นเลือดฝอย ลดโอกาสการเกิดฝ้าเส้นเลือด
- ลดโอกาสผิวแสบร้อน ลดโอกาสผิวบางลง ด้วยการกระจายพลังงานแบบทั่วผิว
PicoWay Laser Program
พลังงานสั้น เร็วมากๆ ระดับ Picosecond 10-12 วินาที แรงและสั่นสะเทือน เพื่อลดเม็ดสีฝ้ากระ ให้แตกตัวออกอย่างละเอียด
- ที่พลังงานเลเซอร์ เร็วแรง สามารถทำให้เม็ดสีฝ้า แตกออกได้อย่างละเอียดมากยิ่งขึ้น
- เม็ดสีที่แตกออกอย่างละเอียด ข้อดี คือ เม็ดเลือดขาวสามารถมาเก็บกินได้อย่างง่ายดาย ช่วยทำให้ฝ้าจางลงได้เร็วขึ้น ฝ้าจางไว
- มีหลายหัว หลายความยาวคลื่น จึงสามารถช่วยลดเม็ดสีฝ้าได้หลากหลายชั้นผิวที่ฝ้าสะสมอยู่
ฟื้นฟูให้ผิวแข็งแรงขึ้น
จากกำแพงชั้นผิวที่เกิดความเสียหายจนผิวอ่อนแอ ฟื้นฟูผิวได้ด้วยโปรแกรม Fraxel Laser แม้จะเป็นเฟรกเซลเหมือนกัน แต่การตั้งค่าพลังงานเลเซอร์มีผลต่อการรักษาฝ้ามาก แพทย์จึงต้องมีความเข้าใจ
- 1550 nm ช่วยกระตุ้นคอลลาเจนที่ชั้นหนังแท้ ทำให้ผิวแข็งแรง ฝ้าจางลง
- 1927 nm ผลัดเซลล์ผิวที่ชั้นหนังกำพร้า ช่วยดึงเม็ดสีส่วน ทำให้ฝ้าจางเร็วขึ้น
ลดการอักเสบของผิว
ลดผิวระคายเคือง ผิวอ่อนแอ ด้วยการฉายแสง (Light Therapy) เพื่อช่วยลดอาการอักเสบและปลอบประโลมผิว กระตุ้นกระบวนการฟื้นฟูผิวให้แข็งแรงขึ้น และลดความระคายเคืองได้เร็วขึ้น
ลดเส้นเลือดฝอย ที่ส่งอาหารไปเลี้ยงฝ้า
ฝ้าเกือบทุกประเภทมีเส้นเลือดฝอยที่ส่งอาหารไปหล่อเลี้ยงฝ้า จำเป็นอย่างยิ่งในการทำให้เส้นเลือดฝอยหดตัว และลดจำนวนลง ด้วยเลเซอร์ที่มีความจำเพาะกับเส้นเลือดฝอยที่อยู่ได้หลายระดับชั้นผิว อย่าง
- B&C Program ลดเส้นเลือดฝอยเส้นเล็กๆ ที่อยู่ชั้นผิวตื้นๆ
- DL Program ลดเส้นเลือดฝอยที่อยู่ชั้นผิวลึก ลดจำนวนเส้นเลือดฝอย
- Genesis Laser Program ลดขนาดเส้นเลือดฝอยที่อยู่ชั้นผิวลึก ทำให้เส้นเลือดฝอยหดตัว ลดอาการหน้าแดง ช่วยกระตุ้นคอลลาเจน ให้ผิวแข็งแรงขึ้น
ความเข้าใจของแพทย์ในการเลือกเครื่องเลเซอร์และการตั้งค่าพลังงานเลเซอร์
ความรู้และความเข้าใจของแพทย์ท์ในการรักษาฝ้ากระจึงสำคัญมาก ในการเลือกเครื่องเลเซอร์ที่เหมาะสม และความเข้าใจในการปรับตั้งค่าพลังงานที่เหมาะกับความลึกที่เม็ดสีฝ้าสะสมอยู่ใต้ผิว เพื่อให้ฝ้าที่เข้มอยู่ ดูจางลง ผิวกระจ่างใสขึ้น ลดโอกาสการเกิดผลข้างเคียงหลังรักษา เมื่อได้รับการดูแลจากแพทย์ที่มีความเข้าใจในการวิเคราะห์ลักษณะฝ้าและเลือกใช้เลเซอร์ร่วมกับการตั้งค่าพลังงานที่เหมาะสมกับฝ้าในผิวของแต่ละคนที่สาเหตุ
ทำไมความยาวคลื่นถึงสำคัญกับการรักษาฝ้า
การใช้เลเซอร์ และความเข้าใจในการใช้ “ความยาวคลื่น” คือหัวใจสำคัญ ที่ทำให้การรักษาฝ้าเห็นผล และได้ผลลัพธ์ที่ต่างกัน เพราะเม็ดสีฝ้า (Melanin) ไม่ได้อยู่แค่บนผิวชั้นตื้น ๆ แต่สามารถสะสมอยู่ลึกได้ในหลายระดับชั้นผิว เราจึงเห็นว่าความเข้มของฝ้าแต่ละคนมีความแตกต่างกัน การเลือกความยาวคลื่นที่เหมาะสมกับความลึกที่เม็ดสีฝ้าที่ฝังอยู่ จึงเปรียบเสมือนการเลือกอาวุธให้ตรงกับเป้าหมายคือเม็ดสีฝ้านั่นเอง
การลดเม็ดสีด้วยเลเซอร์
จะได้ผลดีเพราะแต่ละประเภทเลเซอร์มี “ความยาวคลื่น” ไม่เท่ากัน ทำให้พลังงานลงลึกสู่ผิวต่างระดับกัน เลเซอร์ที่มีความยาวคลื่นสั้นจะลงไปทำงานที่ผิวชั้นตื้น (หนังกำพร้า) จึงเหมาะกับฝ้าตื้น ส่วนเลเซอร์ที่ความยาวคลื่นยาวขึ้น
เช่น 532nm อย่าง Program PicoWay Fusion 532nm ที่ปล่อยพลังงานสั้นและเร็วมากๆ ระดับ Picosecond 10-12 วินาที สามารถทำให้เม็ดสีฝ้าที่อยู่ชั้นตื้นๆ แตกออกอย่างละเอียด ด้วยการพัฒนาของหัวความยาวคลื่นนี้ ในวงแหวนตรงกลางจะมีพลังงานที่สูง ส่วนวงแหวนรอบนอกเป็นพลังงานที่ต่ำ และพื้นที่ของหัวเลเซอร์ครอบคลุมได้มากถึง 50% ทำให้มีประสิทธิภาพในการทำให้เม็ดสีแตกต่าง ความยาวคลื่นสั้นจึงจำเพาะกับเม็ดสีที่อยู่ตื้นๆ ทำให้ฝ้าบาง ๆ ฝ้าตื้น ๆ ลักษณะฝ้าที่เป็นเงาฝ้าเบลอๆ สีเทาๆ เมื่อได้รับการดูแลด้วยความยาวคลื่นนี้จึงมีประสิทธิภาพ
และอย่างผิวที่เป็นฝ้าลึก เม็ดสีสะสมที่อยู่ลึกลงมาอีก ที่ชั้นหนังแท้ ก็สามารถใช้ความยาวคลื่น 1064 ที่เป็นความยาวคลื่นที่มีความจำเพาะกับเม็ดสีที่อยู่ลึกให้เม็ดสีแตกออก และฝ้าจางลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ Program PicoWay Laser ยังมีอีกหลายความยาวคลื่นที่แตกต่างกัน ที่มีความจำเพาะกับเม็ดสีฝ้าที่อยู่หลายความลึกได้เช่นกัน
การฟื้นฟูให้ผิวแข็งแรง ดึงเม็ดสีฝ้า
ป้องกันการกลับมาของฝ้า ข้อดีของการรักษาฝ้าด้วยวิธีนี้ ความเข้าใจของแพทย์ในการเลือกใช้เครื่องเลเซอร์ และการปรับตั้งค่าพลังงาน ที่จะช่วยดึงเม็ดสีฝ้าที่อยู่ใต้ผิว และสามารถปรับตั้งค่าพลังงานเลเซอร์เพื่อฟื้นฟูกำแพงชั้นผิวที่เสียหายจนทำให้ฝ้า ที่ Basement Membrane เพื่อซ่อมแซมให้ผิวแข็งแรงขึ้น ลดโอกาสที่เม็ดสีฝ้าจะหล่นลงจากผิวชั้นบนลงสู่ชั้นล่าง และการปรับพลังงานเพื่อกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวชั้นบน ซึ่งเป็นชั้นที่สะสมเม็ดสีผิดปกติในฝ้า
การทำให้เส้นเลือดฝอยหดตัว
และลดจำนวนเส้นเลือดฝอยให้น้อยลง ด้วยเลเซอร์ที่มีความยาวคลื่น 550nm ที่สามารถจับเฉพาะกับเส้นเลือดฝอยตื้นๆ เส้นเล็กๆ และหากเป็นเส้นเลือดที่อยู่ลึกลงมาจึงจำเป็นต้องใช้ เลเซอร์ที่จำเพาะกับเส้นเลือดฝอยที่ชั้นหนังแท้ที่คอยส่งอาหารมาหล่อเลี้ยงฝ้า ที่เป็นสาเหตุของฝ้าเส้นเลือด สามารถช่วยลดความแดง อีกทั้งช่วยกระตุ้นคอลลาเจน ด้วยความยาวคลื่น 1064nm ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ความยาวคลื่นกับความสามารถในการจับเม็ดสีฝ้า
นอกจากความยาวคลื่นที่มีความจำเพาะกับความลึกที่เม็ดสีฝ้าสะสมอยู่แล้ว จากภาพข้างบนแสดงให้เห็นว่า ความยาวคลื่นของเลเซอร์ ยังมีผลโดยตรงต่อ การดูดซับแสงอีกอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ คือ มีความสามารถในการจับเม็ดสี ที่จำเพาะกับเม็ดสีไม่เท่ากัน⁴⁻⁹ แพทย์จึงต้องปรับความยาวคลื่นให้เหมาะกับสีผิวของแต่ละคน ตัวอย่างเช่น Program PicoWay ที่มีหลายความยาวคลื่น เช่น
- ความยาวคลื่น 532nm ลงได้สั้น สามารถจับกับเม็ดสีฝ้าที่อยู่ระดับตื้นที่ชั้นหนังกำพร้า (Epidermis) เช่น ฝ้าแดดและฝ้ากระที่สะสมเม็ดสีในชั้นนี้
- ความยาวคลื่น 730nm ลงได้ระดับกลาง สามารถจับกับเม็ดสีในชั้นหนังแท้ (Dermis) ได้ดี โดยเฉพาะฝ้าที่มีความลึกปานกลางและฝ้าผิวคล้ำที่เกิดจากการกระตุ้นจากแสงแดด
- ความยาวคลื่น 785nm ลงได้ระดับลึกปานกลาง เหมาะสำหรับฝ้าที่ลึกลงไปในผิวชั้นล่าง แต่ยังไม่ลึกถึงชั้นหนังแท้ ทำให้เหมาะสำหรับฝ้าค่อนข้างลึก
- ความยาวคลื่น 1064nm ลงได้ในระดับที่ลึกมาก เหมาะสำหรับการรักษาฝ้าที่ลึกที่สุด เช่น ฝ้าที่สะสมเม็ดสีในชั้นหนังแท้ ซึ่งต้องการพลังงานสูงเพื่อลดเม็ดสีในชั้นลึก
ความสำคัญคือ แพทย์จะต้องมีความเข้าใจในการปรับพลังงานให้เหมาะกับสีผิวของแต่ละคน โดยเฉพาะปัญหาฝ้า ในผิวของคนไทย ที่ค่อนข้างไปโทนสีผิวที่เข้มเป็นส่วนใหญ่⁴⁻⁹ ดังนั้นแพทย์ควรมีความเข้าใจในการตั้งค่าพลังงานความยาวคลื่นให้มีความจำเพาะกับการจับเม็ดสีของฝ้าโดยเฉพาะ ที่ไม่ใช่การจับเม็ดสีของผิวหนังปกติ แต่จุดมุ่งหมายของการรักษาฝ้า คือการลดเม็ดสีที่ผิดปกติ สะสมจนเกิดเป็นฝ้าเข้มขึ้นได้อย่างแม่นยำ ซึ่งจะทำให้ฝ้าจางลงและลดการกลับมาของฝ้าใหม่ได้ดียิ่งขึ้น
FAQ : คำถามที่พบบ่อย
การรักษาฝ้าด้วยเลเซอร์ยังคงเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในปี 2026 เนื่องจากเทคโนโลยีเลเซอร์ได้พัฒนาไปอย่างมากจนสามารถเข้าถึง สาเหตุของฝ้า ที่อยู่ลึกลงไปใต้ชั้นผิวได้ โดยเลเซอร์จะช่วยลดเม็ดสีส่วนเกินที่สะสมเป็นฝ้าอย่างเหมาะสม พร้อมทั้งกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ทำให้ผิวแข็งแรงขึ้น และช่วยลดโอกาสที่ฝ้าจะกลับมาเป็นซ้ำในอนาคต เมื่อเลือกรักษากับแพทย์ที่มีความเข้าใจในการใช้เลเซอร์
เลเซอร์รักษาฝ้าในปัจจุบันมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเรื่องของความแม่นยำในการส่งพลังงาน เพื่อลดเม็ดสีฝ้า ปัจจัยสำคัญในการรักษาฝ้าให้ได้ผลดี และไม่ทำให้ผิวบางลง คือ ความเข้าใจของแพทย์ ในการวิเคราะห์สภาพผิวของแต่ละคน และการเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับปัญหาผิว หากแพทย์มีความรู้ความเข้าใจในการตั้งค่าพลังงานของเลเซอร์อย่างแม่นยำและเหมาะสมกับปัญหาในแต่ละชั้นผิว จะช่วยให้ฝ้าจางลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ทำลายผิวให้บางลง และช่วยให้ผิวแข็งแรงขึ้นในระยะยาวได้
ความยาวคลื่นของเลเซอร์มีผลต่อการดูดซับแสงในการจับเม็ดสีฝ้า เลเซอร์ที่มีความยาวคลื่นสั้น เช่น 532nm สามารถจับเม็ดสีฝ้าที่ตื้นในผิวชั้นหนังกำพร้าได้ดี ในขณะที่ความยาวคลื่นที่ยาวอย่าง 1064nm จะลงลึกไปถึงชั้นผิวลึกเพื่อรักษาฝ้าลดเม็ดสีฝ้าที่ฝังลึกในชั้นหนังแท้
การใช้หลายเครื่องเลเซอร์ทำให้สามารถรักษาฝ้าได้ครอบคลุมทุกประเภท ฝ้าตื้น ฝ้าลึก หรือฝ้าที่มีเส้นเลือดฝอยต่างกัน ซึ่งเครื่องแต่ละตัวมีความสามารถในการลงลึกไปในแต่ละระดับของผิว ช่วยให้ฝ้าจางลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สรุป
การรักษาฝ้าด้วยเลเซอร์ในปัจจุบัน ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่หลายๆ คนเข้าใจ หรือใครที่เคยรักษาฝ้าด้วยเลเซอร์มาแล้วรู้สึกไม่เห็นผล การรักษาฝ้าที่ได้ผลมีขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆ อย่าง ไม่ใช่แค่การยิงเลเซอร์เพียงอย่างเดียว
การรักษาฝ้าที่ประสบความสำเร็จ ต้องอาศัย “การวินิจฉัยที่เหมาะสม” จากแพทย์ที่มีความเข้าใจในการวิเคราะห์ถึงสาเหตุการเกิดฝ้าในแต่ละคน รวมถึงประเภทของฝ้า ไม่ว่าจะเป็นฝ้าตื้น ฝ้าลึก หรือฝ้าที่มีปัญหาเส้นเลือด เพื่อเลือกใช้เลเซอร์ที่เหมาะสมและการปรับตั้งค่าพลังงานให้ลงลึกไปดูแลกับปัญหาฝ้าได้ถูกกับชั้นผิวที่ฝ้าอยู่ และต้องอาศัยความเข้าใจ ในการตั้งค่าพลังงานที่พอเหมาะกับสภาพผิวของแต่ละบุคคล เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี โดยลดผลข้างเคียงที่คนเป็นฝ้ากังวล ไม่ว่าจะเป็น กลัวผิวหน้าบาง กลัวว่าหลังทำจะออกแดดไม่ได้ กลัวว่าฝ้าจะเข้มขึ้น หากการรักษาฝ้าอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ที่พร้อมด้วยความรู้ ความเข้าใจ และเครื่องมือเลเซอร์ที่มีประสิทธิภาพ การรักษาฝ้าด้วยเลเซอร์จึงเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยให้ฝ้าจางลงอย่างและเห็นผลลัพธ์ที่น่าพอใจในระยะยาว
- Trivedi M, Yang F, Cho BK. A review of laser and light therapy in melasma. Int J Womens Dermatol. 2017;3(1):11–20. Link
- Lyons A, Moy R, Herrmann J. A randomized, controlled, split-face study of the efficacy of a picosecond laser in the treatment of melasma. J Drugs Dermatol. 2019;18(11):1104–1107. Link
- Zhang Y, Zheng X, Chen Z, Lu L. Laser and laser compound therapy for melasma: a meta-analysis. J Dermatol Treat. 2020;31(1):77–83. Link
- Choi YJ, Nam JH, Kim JY, et al. Efficacy and safety of a novel picosecond laser using combination of 1064 and 595 nm. Lasers Surg Med. 2017;49(1):S49–S55. Link
- Shah SD, Aurangabadkar SJ. Laser toning in melasma. J Cutan Aesthet Surg. 2019;12(2):76–84. Link
- Halachmi S, Haedersdal M, Lapidoth M. Melasma and laser treatment: an evidence-based analysis. Lasers Med Sci. 2014;29(2):589–598. Link
- Lee SY, Kim H, Park J, et al. Low-fluence 1064 nm picosecond vs PTP-mode Q-switched ND:YAG laser for melasma. Dermatol Ther. 2023. Link
- Kurmuş G, Tatlıparmak A, Aksoy B, et al. Efficacy of 1927 nm fractional Thulium laser for melasma. J Cosmet Laser Ther. 2019;21(7–8):408–411. Link
- Nisticò S, Tolone M, Zingoni T, et al. A new 675 nm laser device in the treatment of melasma. Photobiomodul Photomed Laser Surg. 2020












